เมื่อวันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม 2554 ที่ผ่านมาเกจิอาจารย์ มีงานดูฮวงจุ้ยแถบวังน้ำเขียว ระหว่างที่มีการดูทำเลอยู่ก็มีหลายท่านสอบถามเรื่อง "วันสิ้นโลก" ว่ารู้เรื่องวันสิ้นโลกที่จะเกิดขึ้นวันนี้ไหม? ก็ต้องตอบไปตรงๆ ว่าไม่ทราบจริงๆ ก็คุยกันว่าทำงานเสร็จแล้วจะโทรคุยอีกครั้ง
เมื่อเดินทางกลับมาถึงกรุงเทพฯ ก็ได้คุยกันถึงเรื่องวันสิ้นโลกต่อ เพื่อนเล่าว่าวันนี้หลายคนที่ทราบข่าววันสิ้นโลก มีทั้งตื่นเต้น ตกใจกลัว แม้แต่เด็กๆ ที่รู้ข่าวต่างงอแงกันไปเลย ว่าจะต้องตายแล้ว แต่หากถามผู้เขียนเท่าที่เดินทางตลอดวัน และแวะพักตามรายทางทั้งเดินทางไปและกลับ ดูเหมือนผู้คนส่วนใหญ่ประมาณ 98% จะไม่มีใครทราบข่าววันสิ้นโลก ทุกคนต่างท่องเที่ยวเดินทางกันอย่างปกติ ใช้ชีวิตเช่นที่มีมา
ซึ่งเมื่อไปหาข้อมูลข่าวนี้ พบว่ากลุ่มคนที่เล่นอินเตอร์เน็ต จะรับรู้ข่าวสารจากการฟอร์เวิร์ดเมล์ ทางเว็บบอร์ดและตามโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คกัน เรื่องของเรื่องคือ "นายฮาโรลด์ แคมปิง ประธานสมาคมแฟมิลีเรดิโอทำนายว่า วันที่ 21 พฤษภาคมปี 2554 นี้ จะเป็นวันสิ้นโลก โดยการคำนวณทางคณิตศาสตร์ผ่านการถอดรหัสคติน้ำท่วมโลกในคัมภีร์ไบเบิล เขาเชื่อว่าพระเจ้าส่งสัญญาณเตือนวันสิ้นโลกผ่านพระคัมภีร์ และตัวเขามีหน้าที่ถอดรหัสออกมา โดยมีการเผยแพร่คำเตือนนี้ในสหรัฐ และที่กรุงมะนิลา" นั่นคือที่มาของข่าววันสิ้นโลก
ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มลัทธิสิ้นโลกมีเพิ่มมากขึ้น จากสภาพปัญหาทางเศรษฐกิจและการเมืองทั่วโลก ที่แก่งแย่งเอาเปรียบคนอื่น ก็ได้แต่เห็นใจและยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า คนเราทุกวันนี้ต่างมีความหวาดกลัวเป็นกำแพงที่กักขังใจที่ใสสว่างอยู่ จิตจึงขาดพลัง ขาดความเข้มแข็ง จนผู้คนในยุคดิจิตอลต้องวิ่งหาผู้วิเศษ หาของวิเศษมาสวมใส่กันอย่างมากมาย ทำให้มีการหากินบนความหวาดกลัวและความเชื่อผิดๆ เกิดขึ้นมากมาย ที่ดูจะงมงายมากมายยิ่งกว่าในอดีต ทั้งๆ ที่ของวิเศษต่างๆ ที่นำมาขาย ก็มาจากการผลิตหรือทำขึ้นเองของคนเดินดิน กินข้าวปกติ ที่มีชีวิตต้องหายใจเหมือนเราๆ ท่านๆ ทั้งสิ้น ที่ต้องหาเ้งินกินข้าว เจ็บเป็น ป่วยไข้ก็ต้องหาหมอกินยา และตายได้จริง
ดังนั้นเรื่องวันสิ้นโลก หากมีสติพิจารณาก็จะได้ไม่ต้องวิตกกังวล เพราะอย่างน้อยถ้าสิ้นโลกจริง...ก็ไม่มีใครรอด แล้วจะกลัวทำไม กลัวก็ตาย ไม่กลัวก็ตาย ถามตัวเองว่าถ้าต้องตายวันนี้ ในขณะนี้เรามีความดีอะไรติดตัวไป ตอนเป็นๆ นะขยันหาของวิเศษ หาผู้วิเศษมาแก้กรรมทำแท้ง บุญไม่ทำกรรมก็สร้างเพิ่ม ตายแล้วใครจะช่วย พระพุทธเจ้าถึงสอนว่า "อัตตาหิ อัตตาโน นาโถ" ว่าตนนั่นแหละ เป็นที่พึ่งแห่งตน
ถ้ามองในแง่นำมาใช้เป็นอนุสติ ก็จะได้เตือนตัวเองไม่ประมาท ไม่เบียนเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น รวมถึงรู้จักรักธรรมชาติที่แวดล้อมโอบอุ้มเราอยู่ เพราะชีวิตคนเรานั้นสั้นกว่าโลกใบนี้นัก และโลกใบนี้ยังคงอยู่อีกยาวนานไปอีก...นับพันปีแน่นอน ที่จะรองรับการเวียนว่ายตายเกิดของทุกสรรพสิ่งกันอีกนาน
แต่ สิ่งที่ทุกชีวิตจะต้องเผชิญต่อการปรับสมดุลของโลกใบนี้ หรือความผันแปรทางธรรมชาติ ตลอดถึงสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป โรคภัยที่มีการข้ามสายพันธุ์ ล้วนเกิดจากฝีืมือของมนุษย์ทั้งสิ้น ที่เป็นเพียงผู้อยู่ผู้อาศัย แต่กลับเป็นผู้ที่ทำลายธรรมชาติและใช้ธรรมชาติอย่างสาหัส ยิ่งกว่าบรรดาสิ่งที่มีชีวิตอื่นๆ ที่อยู่บนโลกใบนี้ ก้อมนุษย์นี่แหละ...ที่กำลังสร้างนรก มาทรมานมนุษย์กันเองให้เกิดขึ้น ดูจะน่ากลัวยิ่งกว่าความตาย เพราะสุดท้ายอนาคต ก็คือกรรมที่เราสร้างไว้ในวันนี้
เมื่อเดินทางกลับมาถึงกรุงเทพฯ ก็ได้คุยกันถึงเรื่องวันสิ้นโลกต่อ เพื่อนเล่าว่าวันนี้หลายคนที่ทราบข่าววันสิ้นโลก มีทั้งตื่นเต้น ตกใจกลัว แม้แต่เด็กๆ ที่รู้ข่าวต่างงอแงกันไปเลย ว่าจะต้องตายแล้ว แต่หากถามผู้เขียนเท่าที่เดินทางตลอดวัน และแวะพักตามรายทางทั้งเดินทางไปและกลับ ดูเหมือนผู้คนส่วนใหญ่ประมาณ 98% จะไม่มีใครทราบข่าววันสิ้นโลก ทุกคนต่างท่องเที่ยวเดินทางกันอย่างปกติ ใช้ชีวิตเช่นที่มีมา
ซึ่งเมื่อไปหาข้อมูลข่าวนี้ พบว่ากลุ่มคนที่เล่นอินเตอร์เน็ต จะรับรู้ข่าวสารจากการฟอร์เวิร์ดเมล์ ทางเว็บบอร์ดและตามโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คกัน เรื่องของเรื่องคือ "นายฮาโรลด์ แคมปิง ประธานสมาคมแฟมิลีเรดิโอทำนายว่า วันที่ 21 พฤษภาคมปี 2554 นี้ จะเป็นวันสิ้นโลก โดยการคำนวณทางคณิตศาสตร์ผ่านการถอดรหัสคติน้ำท่วมโลกในคัมภีร์ไบเบิล เขาเชื่อว่าพระเจ้าส่งสัญญาณเตือนวันสิ้นโลกผ่านพระคัมภีร์ และตัวเขามีหน้าที่ถอดรหัสออกมา โดยมีการเผยแพร่คำเตือนนี้ในสหรัฐ และที่กรุงมะนิลา" นั่นคือที่มาของข่าววันสิ้นโลก
ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มลัทธิสิ้นโลกมีเพิ่มมากขึ้น จากสภาพปัญหาทางเศรษฐกิจและการเมืองทั่วโลก ที่แก่งแย่งเอาเปรียบคนอื่น ก็ได้แต่เห็นใจและยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า คนเราทุกวันนี้ต่างมีความหวาดกลัวเป็นกำแพงที่กักขังใจที่ใสสว่างอยู่ จิตจึงขาดพลัง ขาดความเข้มแข็ง จนผู้คนในยุคดิจิตอลต้องวิ่งหาผู้วิเศษ หาของวิเศษมาสวมใส่กันอย่างมากมาย ทำให้มีการหากินบนความหวาดกลัวและความเชื่อผิดๆ เกิดขึ้นมากมาย ที่ดูจะงมงายมากมายยิ่งกว่าในอดีต ทั้งๆ ที่ของวิเศษต่างๆ ที่นำมาขาย ก็มาจากการผลิตหรือทำขึ้นเองของคนเดินดิน กินข้าวปกติ ที่มีชีวิตต้องหายใจเหมือนเราๆ ท่านๆ ทั้งสิ้น ที่ต้องหาเ้งินกินข้าว เจ็บเป็น ป่วยไข้ก็ต้องหาหมอกินยา และตายได้จริง
ดังนั้นเรื่องวันสิ้นโลก หากมีสติพิจารณาก็จะได้ไม่ต้องวิตกกังวล เพราะอย่างน้อยถ้าสิ้นโลกจริง...ก็ไม่มีใครรอด แล้วจะกลัวทำไม กลัวก็ตาย ไม่กลัวก็ตาย ถามตัวเองว่าถ้าต้องตายวันนี้ ในขณะนี้เรามีความดีอะไรติดตัวไป ตอนเป็นๆ นะขยันหาของวิเศษ หาผู้วิเศษมาแก้กรรมทำแท้ง บุญไม่ทำกรรมก็สร้างเพิ่ม ตายแล้วใครจะช่วย พระพุทธเจ้าถึงสอนว่า "อัตตาหิ อัตตาโน นาโถ" ว่าตนนั่นแหละ เป็นที่พึ่งแห่งตน
ถ้ามองในแง่นำมาใช้เป็นอนุสติ ก็จะได้เตือนตัวเองไม่ประมาท ไม่เบียนเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น รวมถึงรู้จักรักธรรมชาติที่แวดล้อมโอบอุ้มเราอยู่ เพราะชีวิตคนเรานั้นสั้นกว่าโลกใบนี้นัก และโลกใบนี้ยังคงอยู่อีกยาวนานไปอีก...นับพันปีแน่นอน ที่จะรองรับการเวียนว่ายตายเกิดของทุกสรรพสิ่งกันอีกนาน
แต่ สิ่งที่ทุกชีวิตจะต้องเผชิญต่อการปรับสมดุลของโลกใบนี้ หรือความผันแปรทางธรรมชาติ ตลอดถึงสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป โรคภัยที่มีการข้ามสายพันธุ์ ล้วนเกิดจากฝีืมือของมนุษย์ทั้งสิ้น ที่เป็นเพียงผู้อยู่ผู้อาศัย แต่กลับเป็นผู้ที่ทำลายธรรมชาติและใช้ธรรมชาติอย่างสาหัส ยิ่งกว่าบรรดาสิ่งที่มีชีวิตอื่นๆ ที่อยู่บนโลกใบนี้ ก้อมนุษย์นี่แหละ...ที่กำลังสร้างนรก มาทรมานมนุษย์กันเองให้เกิดขึ้น ดูจะน่ากลัวยิ่งกว่าความตาย เพราะสุดท้ายอนาคต ก็คือกรรมที่เราสร้างไว้ในวันนี้
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
ท่านสามารถแสดงความคิดเห็นได้ครับ